ทำอย่างไร เมื่อผู้ป่วยมะเร็งต้องรับยาเคมีบำบัด
กับช่วง COVID-19

โดย นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี
 

“มะเร็ง” แม้จะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกอันดับต้นๆ คือ มากกว่าปีละ 9 ล้านคน จะเป็นรองก็เพียงโรคหลอดเลือดและหัวใจเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นมะเร็งก็ยังเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบเร็วและรักษาถูกวิธี ไม่ว่าจะด้วยการผ่าตัด การรับยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือคีโม รังษีรักษา หรือการฉายแสง (Radiotherapy)

ส่วน “COVID-19 (โควิด-ไนน์ทีน)” เป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่เมื่อปลายธันวาคม 2019 และแพร่ระบาดต่อไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจนปัจจุบัน ความน่ากลัวของโรค COVID-19 คือ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีมากกว่าสามแสนรายไปแล้ว*

ทำไมจึงมีผู้เสียชีวิตมากขนาดนั้น

คำตอบหนึ่งคงเป็นเพราะโรค COVID-19 ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ได้ง่ายเช่นเดียวกับกลุ่มโรคไข้หวัด ที่สำคัญยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาจำเพาะ หากผู้ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี อาการไม่รุนแรงก็มีโอกาสหายได้เร็ว ในทางกลับ กันหากผู้ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ มีโรคประจำตัว หรือโรคร่วม เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง อาการก็จะมีความรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป

มะเร็งจัดเป็นหนึ่งในโรคร่วมที่อันตรายเพราะผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั่วไปได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงรับยาเคมีบำบัด หรือฉายแสง เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีความอ่อนแอและระดับภูมิคุ้มกันโรคต่ำลง

ดังนั้นในสถานการณ์ที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาด ผู้ป่วยมะเร็งจึงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือฉายแสง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไรในช่วงที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาด บทความนี้จะพาไปหาคำตอบกับ นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี

 

Q:   ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนรู้ตัวว่า ตนเองมีความเสี่ยงติดเชื้อได้มากกว่าคนทั่วไป จึงควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาด

A:   ก่อนอื่นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพไปพร้อม ๆ กัน ผมขอแบ่งคนไข้มะเร็งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ 1: กลุ่มที่สงสัยว่า ตนเองมีก้อนผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายและสงสัยว่า “มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็ง” ในกลุ่มนี้ยังรวมถึงคนไข้หน้าใหม่ที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการรักษา

กลุ่มที่ 2: กลุ่มนี้เป็นคนไข้มะเร็งที่เริ่มกระบวนรักษาไปบ้างแล้ว เช่น ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปแล้ว เหลือแค่การรักษาเสริม เช่น การให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง เพื่อให้อัตราการหายขาดจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น

กลุ่มที่ 3: กลุ่มนี้เป็นคนไข้ที่รักษาตามกระบวนการเสร็จหมดแล้ว แต่ยังมีนัดตรวจติดตามกับแพทย์เป็นระยะ ดังนี้ หลังรักษาเสร็จไปแล้วในปีแรกจะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 3 เดือน ปีที่ 2 จะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 4 เดือน และปีที่ 3 – 4 - 5 จะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 6 เดือน – 1ปี

ต้องดูว่า เราอยู่กลุ่มไหน ถ้าอยู่ในกลุ่มที่ 1 ก็อยากให้มาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาเพราะโรคมะเร็งยิ่งตรวจเจอเร็ว โรคยังอยู่ในระยะแรก ๆ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี คนไข้ก็มีโอกาสหายขาดจากมะเร็งได้มาก แต่ช่วงนี้ปัญหาที่พบบ่อยคือ คนไข้มักจะกลัวว่า ถ้ามาโรงพยาบาลอาจจะเสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 ได้ รอให้การระบาดซาลงไปก่อนก็แล้วกัน

ผมมองว่า โรคมะเร็งน่ากลัวเพราะมันไม่เคยหยุดโตถ้าไม่ได้รับการรักษา ตอนนี้เรายังไม่ได้ติดเชื้อ COVID-19 แต่สงสัยว่า จะเป็นมะเร็ง หรือเพิ่งตรวจเจอมะเร็งหมาด ๆ ดังนั้นควรมาปรึกษาแพทย์ก่อนครับ เสริมอีกนิด ถ้าอยากมั่นใจว่า โรงพยาบาลที่เราจะไปปลอดจากโรค COVID-19 ไหม ก็ลองสอบถามหาข้อมูลดูก่อน ถ้าที่นั่นยังไม่มีผู้ป่วยโรค COVID-19นั่นหมายความว่า โอกาสที่เราจะติดโรค COVID-19 ก็น้อยกว่าการเป็นมะเร็งแน่ๆ

 

Q:   กลุ่มที่ 2 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรักษา เช่น การรับยาเคมีบำบัด ฉายแสง แล้วโรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาดต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

A:    อยากให้คนไข้กลุ่มที่ 2 รักษาต่อครับ เพราะการที่แพทย์ให้ยาเคมีบำบัดกับคนไข้มะเร็งหลังจากผ่าตัด หรือกำลังอยู่ในกระบวนการรักษา เนื่องจากเราหวังให้โรคหายขาดซึ่งต้องบอกว่า ในคนไข้ที่ตรวจพบเร็วและมะเร็งยังอยู่ในระยะแรก ๆ มีโอกาสหายขาดจากมะเร็งได้มาก

โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดจำนวน 2 - 3 ชุดขึ้นไป แต่ละครั้งอาจใช้เวลา 1 - 2 วัน หรือมากกว่านั้น และมีระยะพักการให้ยาต่างกันขึ้นอยู่กับแผนการรักษา ดังนั้นจึงไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่า จะให้ยาเคมีบำบัดกี่ครั้งขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และการตอบสนองต่อยา คนไข้จึงต้องมารับยาเคมีบำบัดตามนัดทุกครั้ง หากไม่สามารถมาได้ควรสอบถามกับแพทย์ หรือทีมรักษาโดยตรง ไม่ควรขาดการรักษาไปเอง

นอกจากนี้ก่อนรับยาเคมีบำบัดแต่ละครั้ง แพทย์จะตรวจร่างกายและตรวจเลือดก่อนเพื่อประเมินว่า สุขภาพร่างกายของคนไข้แข็งแรงพอที่จะรับยาในครั้งนั้น ๆ ได้หรือไม่

        ส่วนคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ผ่านการให้ยาเคมีบำบัดมาแล้ว และสามารถคุมโรคได้แล้ว ก็ยังอยากให้รักษาต่อเช่นเดียวกันครับ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ การรักษาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาของโรคมะเร็งสูงสุด แต่อาจจะมีการปรับสูตรยาได้ครับ

        ดังนั้นก็อยากให้คนไข้คุยกับหมอตรง ๆ เลยว่า “ถ้าช่วงนี้ไม่อยากมาโรงพยาบาลบ่อย คุณหมอสามารถปรับสูตรเป็นยารับประทานได้ไหมคะ เพื่อจะกลับไปกินที่บ้าน”  ยิ่งบางโรงพยาบาลมีบริการส่งยาไปที่บ้านได้ด้วยก็ยิ่งสะดวก ลดโอกาสการเดินทางมาโรงพยาบาลได้

        ดังนั้นสำหรับคนไข้มะเร็งกลุ่มที่ 2 ที่มีความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโรค COVID-19  อยากให้คุยกับทีมรักษาว่า มีวิธีการปรับเปลี่ยนการใช้ยาอย่างไรเพราะอยากให้รักษาต่อเนื่องเพื่อให้มีโอกาสหายขาดจากมะเร็งครับ

 

Q:   กลุ่มที่ 3 ซึ่งรักษาจบกระบวนการไปแล้ว แต่ยังมีนัดตรวจติดตามในช่วงโรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาดควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

A:    สำหรับกลุ่มที่ 3 ที่รักษาตามกระบวนการครบถ้วนแล้ว จะเป็นช่วงติดตามอาการเพื่อจะดูว่า มะเร็งนั้นกลับมาอีกหรือไม่ เนื่องจากการรักษามะเร็งโดยทั่วไป เราจะถือว่า ถ้าครบ 5 ปีหลังกระบวนการรักษาแล้ว หากตรวจติดตามไม่พบว่าโรคกลับมาอีก เราจะถือว่า “คนไข้หายขาดจากมะเร็งแล้ว” ยกเว้นมะเร็งเต้านมซึ่งจะยืนยันตัวเลขหายขาดที่ 12 ปี

        อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเราอยู่ในช่วง 0-5 ปี หลังรักษาเสร็จแล้ว จะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 3 เดือน ปีที่ 2 จะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 4 เดือน และปีที่ 3 – 4 -5 จะนัดตรวจติดตามทุก ๆ 6 เดือน – 1ปี

เนื่องจากแม้จะตรวจพบมะเร็งและรักษาหายตั้งแต่ในระยะที่ 1 แต่ไม่ได้หมายความว่า จะหายขาด 100%  เพราะยังมีโอกาสที่โรคมะเร็งจะกลับมาได้อยู่ มากบ้าง-น้อยบ้าง แล้วแต่ระยะที่เป็น และขึ้นอยู่กับความสงสัยของหมอ หรือทีมรักษาด้วย

คนไข้ที่อยู่ในกลุ่มปีแรกอาจคุยกับแพทย์ หรือทีมรักษาว่า ขอเลื่อนนัดตรวจติดตามจาก 3 เดือนไปเป็น 4 เดือน หรือ 5 เดือน หรือเลื่อนยาว ๆ 1 ปี ไปเลยได้ไหม ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า “เลื่อนได้” แต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ หรือทีมรักษาเป็นกรณี ๆ ไป แต่ไม่แนะนำให้คนไข้หายไปเลยครับ

อยากบอกคนไข้มะเร็งทุกคนว่า “โรค COVID-19 ไม่น่ากลัวเท่ามะเร็งกลับมานะครับ” เพราะโรคมะเร็งถ้ากลับมาจริง ๆ แล้วตรวจเจอได้เร็ว เราก็ยังมีโอกาสรักษาให้ได้ดี โรคหายขาดได้อีก

ฝากอีกนิดว่า หากเลื่อนนัดได้ ในช่วงนั้นคนไข้อย่าลืมดูแลตัวเอง หมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เช่น สมมติว่าคลำก้อนได้ หรืออยู่ ๆ ก็มีอาการปวดเรื้อรังในร่างกายส่วนอื่น ๆ อย่างผิดปกติ ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที กรณีนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ หรือทีมรักษาก่อนนัดด้วยซ้ำ เพราะโรคมะเร็งอาจกลับมาแล้วแต่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เคยเป็นก็ได้

การรักษามะเร็งในภาวะที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสาร (Communication) ระหว่างคนไข้กับแพทย์ หรือทีมรักษาอยู่ตลอด มีอะไรสงสัยขอให้ถามทันที ยิ่งปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารมากมาย เช่น โทรศัพท์ Line official ของโรงพยาบาลนั้น ๆ หรือ บางที่ก็อาจจะมีการให้บริการเทเลเมดิซีน (Telamrdicine) ยิ่งทำให้ติดต่อสื่อการกันง่ายขึ้น

 

Q:   การให้ยาเคมีบำบัด หรือคีโมมีผลอย่างไรต่อการกดภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย หรือทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงจริงหรือไม่

A:    จริงครับ การให้ยาเคมีบำบัด หรือ “คีโม” แทบทุกชนิดจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น การกดภูมิคุ้มกันโรคให้ต่ำลง อ่อนเพลีย หมดแรง แต่จะมากน้อยอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับสูตรยาที่ให้ ชนิดของโรคมะเร็ง สภาพร่างกายคนไข้ในขณะนั้น ทั้งนี้คนไข้แต่ละคนจะมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกันและอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาแตกต่างกัน

        ดังนั้นคนไข้โรคมะเร็งที่กำลังอยู่ในช่วงให้ยาเคมีบำบัดจึงมีความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมานั่นเอง คราวนี้หลายคนคงสงสัยว่า “ทำไมการให้ยาเคมีบำบัดจึงทำให้ภูมิคุ้มกันโรคต่ำลงได้”  

ขออธิบายให้ฟังก่อนว่า ปัจจุบันยาเคมีบำบัดมีทั้งชนิดรับประทานและยาฉีด (มีทั้งฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือใต้ผิวหนัง ฉีดเข้าบริเวณไขสันหลัง ฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง หรือผสมในขวดสารน้ำ และฉีดเข้าช่องท้อง) ซึ่งแพทย์มักจะให้ยาเคมีบำบัดทุก 3-4 สัปดาห์ต่อครั้ง อาจจะมาก หรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และสภาพร่างกายของคนไข้

หน้าที่ของยาเคมีบำบัดคือ การออกฤทธิ์ทำลาย หยุดยั้งหรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แบ่งตัวตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวตรงกับเซลล์มะเร็งนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีเซลล์ปกติของร่าง กายจำนวนไม่น้อยที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ยาเคมีบำบัดจึงส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติของร่างกายกลุ่มนั้นด้วย เพียงแต่ผลการทำลายเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายจะน้อยกว่าเซลล์มะเร็ง

ตัวอย่างเซลล์ในร่างกายที่มีการแบ่งตัวตลอดเวลา เช่น เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ เส้นผม เซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด เราจึงพบเห็นกันบ่อย ๆ ว่า คนไข้ที่อยู่ในช่วงให้ยาเคมีบำบัดมักจะผมร่วง เนื่องจากเซลล์เส้นผมถูกทำลายลงนั่นเอง เช่น เดียวกับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เมื่อลดจำนวนลงจะทำให้โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ หากเลือดออกก็จะหยุดยาก ส่วนเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดักจับเชื้อโรค เมื่อถูกทำลายลงมาก ๆ ภูมิคุ้มกันโรคก็จะลดน้อยลงด้วย

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า “ทำไมเมื่อให้ยาเคมีบำบัด คนไข้มะเร็งจึงมีโอกาสติดเชื้อและมีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น”

 

Q:   ถ้าอย่างนั้นในช่วงโรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาดควรหยุดให้ยาเคมีบำบัดไหม เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง จะได้ป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ไปด้วย

A:    ยาเคมีบำบัดเป็นการรักษาเชิงระบบ (Systemic therapy) คือ เป็นการปล่อยตัวยาไปตามกระแสเลือดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยการหยุดยั้ง หรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นิยมใช้รักษามะเร็งก้อนแข็งในระยะที่มีการแพร่กระจายแล้วและใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดทุกระยะ

        นอกจากจะใช้ยาเคมีบำบัดเป็นการรักษาหลักในมะเร็งก้อนแข็งระยะที่มีการแพร่กระจาย และใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดทุกระยะแล้ว แพทย์ยังใช้ยาเคมีบำบัดเป็นการรักษาเสริมภายใน 6 -8 สัปดาห์หลังการผ่าตัดในกรณีของมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นมะเร็งที่มีโอกาสแพร่กระจายต่อไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้อีก เช่น แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

        มีข้อมูลชัดเจนว่า ถ้าให้ยาเคมีบำบัดแก่คนไข้มะเร็งในช่วง 6 -8 สัปดาห์หลังผ่าตัด ประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดที่ให้จะสูงที่สุด นั่นหมายความว่า คนไข้จะมีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งได้มาก

        สำหรับคนไข้มะเร็งที่มักได้รับการวินิจฉัยว่า ต้องได้รับยาเคมีบำบัด จะมี 2 กลุ่มหลัก ๆ

กลุ่มที่ 1 คนไข้ที่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งยังไม่ได้เริ่มการรักษา แต่เป็นมะเร็งที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ควรรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

กลุ่มที่ 2 คนไข้ที่ตรวจเจอมะเร็งแล้ว แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ควรรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และเพิ่งเริ่มให้ยาเคมีบำบัดมา 1- 2 เดือน

ผมเชื่อว่า คนไข้มะเร็งหลายคนอาจกำลังตัดสินใจอยู่ว่า ช่วงนี้ควรจะไปให้ยาเคมีบำบัดดีหรือเปล่า ต้องเรียนว่า ก่อนหน้าที่โรค COVID-19 จะระบาด คนไข้มะเร็งทุกคนก็มีความเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เช่น เป็นหวัด ไข้หวัด ง่ายกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ว่าโรค COVID-19 จะระบาด ก็เป็นแค่อีกโรคที่เพิ่มมาเท่านั้น

ดังนั้นสิ่งที่คนไข้มะเร็งทุกคนต้องทำคือ ต้องระมัดระวังตนเองให้ดี ดูแลสุขอนามัยให้ถูกวิธี ป้องกันไม่ให้ตนเองไปติดเชื้อใด ๆ และที่สำคัญยังเข้ารับการรักษาตามนัดทุกครั้ง ห้ามหยุดการรักษาเองเด็ดขาด อย่าลืมว่า ตอนที่คนไข้ตัดสินใจเข้ากระบวนการรักษาเพราะต้องการหายขาดจากมะเร็งนะครับ

ย้ำอีกครั้งนะครับว่า การให้ยาเคมีบำบัดไม่ได้ทำให้คุณติดโรค COVID-19 แน่นอน 100%  แต่การที่ไม่รักษาอะไรเลย จะทำให้มะเร็งโตขึ้น ๆ หรือลุกลามเป็นอันตรายได้อย่างแน่นอน 

แต่ถ้ากลัวต้องไปโรงพยาบาลในช่วงนี้ คนไข้ต้องคุยกับแพทย์ หรือทีมรักษาตรง ๆ เป็นกรณี ๆ ไปว่า นอกจากการให้ยาเคมีบำบัดแล้ว มะเร็งชนิดที่เป็นอยู่ยังมีตัวเลือกการรักษาอื่น ๆ อีกไหม เช่น ยามุ่งเป้า ซึ่งอาจลดผลข้างเคียงการกดภูมิ คุ้มกันจากยาเคมีบำบัดได้ หรือถ้าใช้ยามุ่งเป้าไม่ได้จริง ๆ คุณหมอจะมียาอื่น ๆ ไหม หรือมีการปรับสูตร ปรับระยะเวลาการให้ยาเคมีบำบัดได้ไหม อย่างไร

  

Q:   คนไข้มะเร็งกลุ่มไหนที่ห้ามชะลอการรักษา หรือเลื่อนการรักษาออกไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

A:    มะเร็งชนิดหลักๆ คือ มะเร็งแบบก้อนแข็งและมะเร็งเม็ดเลือด แต่มะเร็งแต่ละชนิดก็มีหลายระยะ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า คนไข้แบบไหนที่ชะลอการรักษาได้ หรือเลื่อนได้ แบบไหนที่ต้องรีบรักษารอไม่ได้แต่ถ้าเลือกได้ แพทย์และทีมรักษาก็อยากรักษาให้หมดทุกรูปแบบเลย เพียงต้องดูว่า มะเร็งชนิดนี้มียาอะไรให้เลือกบ้าง ยาตัวไหนที่จะกระทบกับภูมิคุ้มกันของคนไข้น้อยที่สุด หรือมีตัวเลือกไหนบ้างที่ทำให้คนไข้มาโรงพยาบาลน้อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่ประสิทธิภาพการรักษามะเร็งไม่ตกลง แต่ถ้าถามว่า คนไข้กลุ่มไหนที่ไม่อยากให้รอ หรือเลื่อนการรักษาไปเลย คำตอบ 100% คือ คนไข้ที่มะเร็งทำให้เกิดเรื่องแล้ว ภาษาแพทย์เราเรียกว่า “เป็นภาวะฉุกเฉินของโรคมะเร็ง” กรณีนี้ถ้าไม่รีบรักษา หรือแก้ไข ก็อาจทำให้คนไข้เสีย ชีวิตจากมะเร็งได้ เช่น ก้อนมะเร็งไปอุดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก  ก้อนมะเร็งไปอุดเส้นเลือดดำทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตได้รับความเสียหาย 

หากมีข้อสงสัยใด ๆ ก็ตาม แนะนำให้ติดต่อแพทย์ หรือทีมรักษาทันทีนะครับ อย่าตัดสินใจเองเด็ดขาด เพราะทีมรักษาทุกทีมย่อมรู้จักผู้ป่วยดีที่สุดและรู้จักบริบทของโรค COVID-19 ดีที่สุดอย่างแน่นอน

 

Q:   คนไข้มะเร็งบางรายที่ตัดสินใจหยุดรับยาเคมีบำบัดเอง แต่ภายหลังคิดจะกลับมารักษาอีก กรณีเช่นนี้คนไข้ต้องเริ่มการรักษาใหม่ไหม หรือมีข้อแนะนำอย่างไร

A:    กรณีที่คนไข้มะเร็งรับยาเคมีบำบัดไปแล้ว 2 เดือน แล้วตัดสินใจหยุดรับยาเคมีบำบัดเอง เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน คนไข้รายนี้ต้องการเริ่มการรักษาใหม่ ผลจะเป็นอย่างไร ต้องเรียนแบบนี้ว่า กรณีแบบนี้เราไม่มีข้อมูลเลยที่จะสามารถฟันธงได้ว่า การกลับมารักษาต่อแม้จะเป็นการให้ยาเคมีบำบัดเช่นเดิม แต่ประสิทธิภาพการรักษาจะดีเหมือนเดิมหรือเปล่า

        โดยทั่วไปจะให้ยาเคมีบำบัดจำนวน 2-3 ชุดขึ้นไป แต่ไม่สามารถกำหนดแน่นอนว่าจะให้กี่ครั้ง โดยมากมักจะให้ประมาณ 6 ครั้ง ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และการตอบสนองต่อยาของคนไข้แต่ละราย ดังนั้นคนไข้จึงต้องมารับยาเคมีบำบัดตามนัดทุกครั้ง เพราะโดยหลักการของยาเคมีบำบัดก็เหมือนการตีงูคือ ถ้าตีแล้วต้องตีให้ตาย หมายความว่า ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องจึงมีประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด นั่นคือ ทำให้คนไข้มีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งได้

        ดังนั้นอย่างที่ย้ำเสมอมาในบทความนี้ครับ หากไม่สามารถมารับยาเคมีบำบัดได้ตามนัดควรสอบถามกับแพทย์ หรือทีมรักษาโดยตรง ไม่ควรขาดการรักษาไปเอง

 

Q:   ถ้าคนไข้ที่อยู่ระหว่างรับยาเคมีบำบัดแล้วติดเชื้อ COVID-19 อาการจะมากน้อยกว่าคนทั่วไปอย่างไร

A:    เชื่อว่า คนไข้มะเร็งหากติดเชื้อ COVID-19 น่าจะมีอาการรุนแรง มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไข้ที่อยู่ระหว่างรับยาเคมีบำบัด เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง นอกจากนี้การรักษาคนไข้กลุ่มนี้ก็ยังมีความซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าผู้ติดเชื้อที่ไม่มีโรคร่วม สุขภาพแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันโรคดี

        ดังนั้นคนไข้มะเร็งทุกกลุ่มจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ และเตรียมร่างกายให้แข็งแรงพร้อมเข้ารับกระบวนการรักษาต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       หากเป็นโรคมะเร็งแล้ว คนไข้ทุกคนควรรู้ว่า เซลล์มะเร็งจะไม่มีวันหยุดโต หรือไม่มีวันหายไปเอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นมะเร็งจึงถือเป็นโรคเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษา หากอยากมีโอกาสหายขาดจากโรค ส่วนโรค COVID-19 แม้จะเป็นโรคติดเชื้อ แพร่ระบาดได้ง่าย แต่ก็สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้เช่นกัน

        ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ป่วยมะเร็งไม่ว่าระยะไหนก็ตาม ในช่วงที่โรค COVID-19 แพร่ระบาด คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และทีมรักษาอย่างเคร่งครัด ไม่ขาดการรักษา ไม่ขาดการติดต่อ รวมทั้งต้องรักษาสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน และพลังงานเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รวมทั้งอาหารร้อนจัด หรือเย็นจัด
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่ที่แออัด พื้นที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยติดเชื้อต่าง ๆ
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี กินร้อน ช้อนตัวเอง
  • Social distancing รักษาระยะห่างทางสังคม
  • สวมใส่หน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เพื่อป้องกันการสัมผัสละอองฝอยจากสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ล้างมือให้ถูกวิธีบ่อยๆ ด้วยสบู่ นานครั้งละ 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์แทน หากไม่มีน้ำ โดยเฉพาะก่อนใส่ ก่อนถอดหน้ากากอนามัยและหลังการถอดหน้ากากอนามัย ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังไอและจาม

นอกจากนี้ต้องสังเกตความผิดปกติของตนเองหากมีอาการเหล่านี้ มีไข้สูง ไอถี่ เจ็บคอ หายใจลำบาก หายใจไม่เต็มปอด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจว่า “ติดเชื้อไวรัส COVID-19 หรือไม่” หากติดเชื้อจะได้เข้ากระบวนการรักษาได้ทันท่วงที เป็นการลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมทั้งการเสียชีวิตได้

* WHO รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกว่า มีจำนวนถึง 4,248,389 ราย และเสียชีวิตถึง 294,046 ราย* (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2563) 

 

 

References

-กรมควบคุมโรค, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/g_km.php), 14 พฤษภาคม 2563.
-ผศ.ดร.ทพญ.ดุลยพร ตราชูธรรม. กินเป็นมะเร็งขยาด กินฉลาดมะเร็งไม่มา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พับลิชชิ่ง, 2560.
-รศ.นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, เมื่อต้องรับยาเคมีบำบัด (https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=321), 14 พฤษภาคม 2563.
-อ.นพ.ณรงค์  กีรติวิทยานันท์ สาขาวิชายาเคมีบำบัด  ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, อยู่อย่างสุข เมื่อต้องรับ “คีโม” (https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=739) , 14 พฤษภาคม 2563.
-Centers for Disease Control and Prevention, Coronavirus Disease 2019 (COVID-19), (https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/about/index.html), 14 May 2020.
-ESMO, Cancer patient management during the COVID-19 pandemic (https://www.esmo.org/guidelines/cancer-patient-management-during-the-covid-19-pandemic), 14 May 2020.
-National Cancer Institute, Coronavirus: What People with Cancer Should Know (https://www.cancer.gov/contact/emergency-preparedness/coronavirus), 14 May 2020.
-World Health Organization, Coronavirus disease (COVID-19) Situation Report -115
(https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/situation-reports/20200514-covid-19-sitrep-115.pdf?sfvrsn=3fce8d3c_4), 15 May 2020.

 

NPM-TH-0571-05-2020