เรื่องต้องรู้ “ผู้ป่วยมะเร็งกับ COVID-19”

โดย นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี


“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายใกล้ตัว
เพราะไม่ว่าวัยไหนๆ หรือเพศใด หากเซลล์ในร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ หรือกลายพันธุ์ไปจากเซลล์เดิมแล้ว คนๆ นั้นก็มีโอกาสเปลี่ยนสถานะเป็น “ผู้ป่วยมะเร็ง” ได้ไม่ยาก ด้วยความที่โรคนี้มักตรวจพบได้ช้า กว่าจะพบก็เป็นระยะกลาง หรือท้ายๆ ของโรคแล้ว การรักษาจึงมักไม่ได้ผลและอาการรุนแรงขึ้นจนทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตลงนั่นเอง

“Coronavirus disease หรือ COVID-19 (โควิด-ไนน์ทีน)” เป็นโรคอุบัติใหม่ มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) พบการแพร่ระบาดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้โรค COVID-19 เป็น “การระบาดใหญ่ (Pandemic)” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ล่าสุด WHO รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลก ว่า มีจำนวนถึง 3,517,345 ราย และเสียชีวิตถึง 243,401ราย* (ข้อมูลวันที่ 5 พฤษภาคม 2563)

พิษภัยของโรค COVID-19 คือ การทำลายระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะอวัยวะสำคัญอย่าง “ปอด” ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาช้าเกินไปจึงมีโอกาสเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้มีโรคประจำตัว หรือโรคร่วม ยังถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อไวรัส COVID-19 อาการจะมีความรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป

คำถามต่อมาคือ ผู้ป่วยมะเร็งซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงจะมีวิธีรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างไร เพื่อป้องกันตนเองจากโรคนี้ ขณะเดียวกันก็ทำให้โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ไม่รุนแรงไปกว่าเดิม

บทความนี้จะพาไปหาคำตอบแบบเจาะลึกกับ นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี

 

Q: อะไรคือความน่ากลัวของโรค COVID-19 และโรคมะเร็ง

A: โรค COVID-19 เป็นโรคติดเชื้อที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ข้อมูลการศึกษาจึงยังมีไม่มากและยังมีการเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ ความน่ากลัวของโรคนี้คือ คนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้หมดมาก บ้าง – น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเผชิญสำหรับอาการของโรค COVID-19  เริ่มตั้งแต่ระดับน้อยไปถึงระดับรุนแรงมากและถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด อย่างที่เราเห็นว่า หากผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคนี้ก็มักมีอาการรุนแรง เสี่ยงต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU สูงกว่าวัยอื่นๆ รวมทั้งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าวัยอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงเชื่อว่า โรค COVID-19 มีผลกับภูมิคุ้มกัน คนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงหากติดเชื้อไวรัส COVID-19 ก็มีโอกาสควบคุมโรคได้ดีกว่า อาการของโรคจึงรุนแรงน้อยกว่าไปด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ถือว่า ไม่ได้มากเท่ากับโรคมะเร็งที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป  

ความน่ากลัวโรคมะเร็งมีดังนี้

  • “มะเร็งเป็นสิ่งกินที่” สมมติว่า คนไข้เป็นมะเร็งปอด แล้วตัวก้อนมะเร็งอยู่ใกล้หลอดลม พอก้อนมะเร็งโตขึ้น ก็จะอุดกั้นหลอดลมทำให้ปอดมีโอกาสติดเชื้อง่ายขึ้น 
  • กระบวนการรักษาโรคมะเร็ง เช่น เคมีบำบัด หรือการฉายแสง อาจทำให้ “ภูมิคุ้มกันโรคของคนไข้ลดต่ำลง”
  • ความรุนแรงของโรคมะเร็งมีแนวโน้มจะมากขึ้นเพราะว่าก้อน หรือสารบางอย่างที่มะเร็งสร้างขึ้น ซึ่งจะทำให้ “อาการของคนไข้ค่อยๆ แย่ลงได้”
  • คนไข้มะเร็งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่ง “ภูมิคุ้มกันลดน้อยลงอยู่แล้วตามอายุที่เพิ่มขึ้น” ดังนั้นความน่ากลัวของมะเร็งคือ คนไข้มะเร็งมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำจึงมีโอกาสติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย ยิ่งในช่วงระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือฉายแสง แล้ว ภูมิคุ้มกันโรคจะต่ำลงไปอีกจึงยิ่งเป็นระยะที่มีความเสี่ยงมาก
     

Q:  ทำใมผู้ป่วยมะเร็งถึงมีความเสี่ยงต่อการติดโรค COVID-19 มาก

A:  จริงๆ แล้ว หลักฐาน หรือข้อมูลตอนนี้ยังไม่แน่ชัดมากว่า คนไข้มะเร็งมีความเสี่ยงต่อโรค COVID-19 หรือไม่  แต่โดยหลักการแล้ว คนไข้มะเร็งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรค COVID-19 เหตุผลคืออะไร ขออธิบายดังนี้ มะเร็งโดยปกติ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ “มะเร็งก้อนแข็ง” กับ “มะเร็งที่เป็นเม็ดเลือด” เช่น เม็ดเลือดขาว  ต่อมน้ำเหลือง  ซึ่งมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง เกี่ยวข้องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อต่ำลง

ส่วนมะเร็งก้อนแข็งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า ก้อนแข็งนี้ไปกินที่ในตำแหน่งไหนของร่างกาย เพราะส่วนใหญ่ก้อนมะเร็งมักจะทำให้เกิดปัญหา คือ ไปอุด ไปตีบ หรือไปตัน หรือแตกออก เช่น หากตัวก้อนมะเร็งอยู่ใกล้หลอดลมและโตขึ้นจนอุดบริเวณหลอดลมก็จะทำให้ปอดมีโอกาสติดเชื้อทั่วๆ ไปเพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งเชื้อนั้นอาจไม่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส COVID-19 ก็ได้

นอกจากนี้เมื่อเป็นมะเร็งแล้ว คนไข้ยังมีโอกาสเจ็บป่วยจากโรคอื่นๆ ได้ด้วย เช่น รับประทานอาหารได้น้อยลงเพราะการรับรู้รสชาติเปลี่ยน หรือมีข้อจำกัดการรับประทานอาหารอื่นๆ ทำให้น้ำหนักลดจนเกิดภาวะขาดสารอาหารตามมาได้ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อก็น้อยลงตามลำดับ

สรุปแล้ว โรคมะเร็งมีหลายความเสี่ยง ดังนั้นเวลาพูดรวมๆ คนไข้มะเร็งถือว่า “เป็นกลุ่มเสี่ยง” เมื่อเป็นมะเร็งและติดเชื้อไวรัส COVID-19 จะยิ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่แข็งแรงปกติและไปติดเชื้อไวรัส COVID-19 แต่อย่างที่บอกว่า ข้อมูลยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดและยังต้องมีการศึกษาต่อไป จึงต้องติดตามไปเรื่อยๆ ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

Q:  ระดับภูมิคุ้มกันของคนไข้มะเร็งจะลดต่ำลงด้วยสาเหตุอะไรบ้าง

A:  นอกจากความรุนแรงของตัวโรคมะเร็งเองแล้ว วิธีการรักษาโรคมะเร็งก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในตัวคนไข้มะเร็ง อธิบายวิธีการรักษาโรคมะเร็งหลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่

  • การผ่าตัด
  • เคมีบำบัด หรือคีโม (แบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ เคมีบำบัด  การรักษาด้วยยาแบบมุ่งเป้า และการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน)
  • รังสีรักษา หรือการฉายแสง 
12

วิธีที่ 1 การผ่าตัด 
การรักษามะเร็งที่นิยมใช้กับมะเร็งระยะต้นและเป็นตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้ แต่ในช่วงโรค COVID-19 แพร่ระบาด อาจทำให้การผ่าตัดช้าลงทั้งด้วยเรื่องของกระบวนการผ่าตัดเองที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น ทำให้จำนวนห้องของการผ่าตัดไม่เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ในการผ่าตัดแต่ละครั้งยังจำเป็นต้องใช้ “เลือด” ในการผ่าตัดเพราะผู้ป่วยมีการเสียเลือดออกไป ในช่วงโรค COVID-19 แพร่ระบาด ทางโรงพยาบาลต่างๆ ก็ประสบปัญหาขาดแคลนเลือดที่ได้รับบริจาค ทำให้ต้องเลื่อนคิวการผ่าตัดออก ไปก่อน ดังนั้นช่วงที่รอการผ่าตัดได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีรักษาอื่นๆ ไปก่อนเพื่อยับยั้งมะเร็งไม่ให้ลุกลามเพิ่มขึ้น เช่น การให้คีโม เป็นต้น

วิธีที่ 2 การรักษาด้วยยาชนิดต่างๆ  
          วิธีที่ 2.1 การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการรักษามะเร็งแทบทุกชนิดในระยะที่มีการแพร่กระจายและ

มะเร็งเม็ดเลือดทุกระยะ เรารู้อยู่แล้วว่า การรักษาวิธีนี้จะทำให้คนไข้มะเร็งทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้สูงมากขึ้น

เนื่องจากกลไกของเคมีบำบัดคือ การฆ่าเซลล์ทุกชนิดทั่วร่างกายที่แบ่งตัว ยิ่งแบ่งตัวเร็ว เคมีบำบัดยิ่งฆ่าเซลล์ได้มากขึ้น โดยที่ เซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวตลอดเวลา เคมีบำบัดสามารถฆ่าได้ แต่ เซลล์ปกติที่แบ่งตัวตลอดเวลาเช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว  จึงได้รับผลกระทบจากการให้เคมีบำบัดได้  แต่ภูมิคุ้มกันจะลดลง มาก-น้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสูตรยาเคมีบำบัดที่ให้ อายุของคนไข้ ความแข็งแรงของร่างกาย และโรคประจำตัวที่มี

           วิธีที่ 2.2 การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Target therapy) ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งเป้าออกฤทธิ์ที่เซลล์มะเร็งอย่างเดียว จะไม่ทำให้เซลล์ข้างเคียง หรือมีผลกระทบน้อยมาก ดังนั้นยามุ่งเป้าจึงมักไม่ได้กระทบกับระบบภูมิคุ้มกัน แต่วิธีนี้สามารถใช้ได้กับมะเร็งชนิดที่มีเป้าพิเศษ หรือการกลายพันธุ์บางชนิด อย่างชัดเจน ถ้ามีถึงจะรักษาด้วยวิธีมุ่งเป้าได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถใช้ได้ ครับ

           วิธีที่ 2.3 การรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง (Immunotherapy) เราก็คิดว่า การรักษาแบบนี้ดี กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้มากขึ้นด้วย แต่สิ่งที่ยาตัวนี้ทำคือ กระตุ้นภูมิคุ้มกันไปฆ่าเซลล์มะเร็งไม่ใช่กระตุ้นภูมิคุ้มกันมาฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกว่า การใช้วิธีนี้ จะทำให้ COVID-19 หายไปด้วย อีกทั้งการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ เมื่อยาไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้วมันกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากเกินไปจนภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองก็มี หรือทำให้อวัยวะภายในที่ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งอักเสบ เช่น ปอดอักเสบ และทำให้อาการโดยรวมแย่ลงได้  

วิธีที่ 3 รังสีรักษา หรือการฉายแสง (Radiotherapy) 
เป็นการรักษาเฉพาะที่ด้วยการฉายรังสีลงไปที่ก้อนมะเร็งเพื่อทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อลง หรือตาย โดยที่ฉายไปในตำแหน่งต่างๆ ที่เป็นก้อนมะเร็ง หรือใช้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มะเร็งกลับมา ผลข้างเคียงจากวิธีนี้คือ การไปกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง มีผิวหนังบริเวณที่ฉายอักเสบหรือว่าแดงลอก

โดยสรุปแล้ว กระบวนการรักษาทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะ หรือความรุนแรงของโรค รวมทั้งปัจจัยเฉพาะหน้าอื่นๆ เช่น หากคนไข้ผ่าตัดไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีให้คีโมแทน หรือฉายแสง ดังนั้นไม่ว่าจะรักษามะเร็งด้วยวิธีไหน จะเห็นว่า “คนไข้มะเร็งมีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลงหมด”  

ดังนั้นหากคนไข้มะเร็งติดเชื้อไวรัส COVID-19 ร่างกายจะไม่สามารถยับยั้งโรคให้อยู่หมัด หรือทำให้โรคอยู่ในพื้นที่จำกัดได้ หรือไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคให้หายไปได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสที่เชื้อไวรัส COVID-19 จะลงไปสู่ปอด ทำให้อาการแย่ลง ต้องเข้ารักษาในห้อง ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ ใช้เวลารักษานานและซับซ้อนกว่าคนทั่วไป และมีโอกาสเสียชีวิตในที่สุด

ผู้ป่วยมะเร็งไม่ว่าจะเป็นมะเร็งในระยะใด อยู่ระหว่างรับการรักษาแบบใดก็ตาม แม้แต่ในรายที่เพิ่งตรวจพบแต่ยังไม่ได้รักษาจึงอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังมาก 

 

Q:    ผู้ป่วยมะเร็งชนิดใด หากติดเชื้อ COVID-19 แล้วอาการจะรุนแรงที่สุด

A:    โดยหลักแล้วโรค COVID-19 เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ทางจมูกลงไปที่ปอด ดังนั้นกลุ่มคนที่มีโรคปอดอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นถุงลมโป่งพอง หอบหืด ก็มักจะเป็นกลุ่มที่เสี่ยง

ดังนั้นหากเป็นมะเร็งที่อยู่ในปอด ไม่ว่าจะเกิดจากมะเร็งปอดโดยตัวของมันเอง หรือเป็นมะเร็งจากที่อื่นแล้วลุกลามไปที่ปอดก็จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค COVID-19 มากกว่ามะเร็งชนิดอื่น เพราะถ้ามีเชื้อไปติดที่ปอดแล้ว เนื้อเดิมในปอดซึ่งมีน้อยกว่าคนปกติอยู่แล้วก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก ทำให้อาการหนักกว่าคนที่ไม่มีโรคที่ปอด

 

Q:  ผู้ป่วยมะเร็งควรทำอย่างไร ในสถานการณ์ที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาด

A:   มะเร็งไม่หยุดโต เราจะหยุดตรวจและหยุดรักษาไม่ได้

ผมขออนุญาตแบ่งคนไข้มะเร็งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คนไข้ที่เพิ่งตรวจเจอ ยังไม่ได้เริ่มรักษาอะไรเลย

กลุ่มที่ 2 คนไข้ที่เริ่มกระบวนการรักษาไปบางส่วนแล้ว ถ้าเป็นกลุ่ม  1 และ 2 ไม่ว่าอย่างไร หมอก็อยากให้กลับมารักษา มาปรึกษาแพทย์ ต้องเรียนว่า คนที่เป็นโรค COVID-19  จำนวนกว่า 80% ก็สามารถหายได้ โดยที่อาจจะไม่ต้องให้ยารักษาด้วยซ้ำ แต่ว่ามะเร็งอยู่เฉยๆ ไม่รักษาหายไปเองไม่ได้

กลุ่มที่ 3 คนไข้ที่รักษาจบกระบวนการหมดแล้ว แค่เหลือนัดตรวจติดตามอาการ  โดยส่วนใหญ่ ปีแรกจะนัดตรวจติดตามทุก 3 เดือน ปีที่ 2 จะนัดตรวจติดตามทุก 4 เดือน  และปีที่ 3-4-5 จะนัดตรวจติดตามทุกทุก 6 เดือน -1 ปี

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่ 3 แม้จะจบกระบวนการรักษาไปแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมาตรวจติดตามตามกำหนด เพราะโรคมะเร็งมีโอกาสย้อนกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้และอาจไม่ได้เกิดในตำแหน่งเดิมเสมอไป ยิ่งหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วยบริเวณไหนเรื้อรังผิดปกติ รีบต้องมาพบแพทย์

ถ้าถามว่า “ในกรณีที่เราเป็นมะเร็งแน่ๆ กับอาจจะเสี่ยงเป็นโรค COVID-19”  ผมรู้สึกว่า “มะเร็งน่ากลัวกว่าเพราะมะเร็งไม่เคยหยุดโต แต่ตอนนี้ถ้ายังไม่ได้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 เราก็ควรมารักษามะเร็งก่อนครับ โดยแนะนำว่า อย่าขาดการติดตามกับทีมรักษาเด็ดขาด”

ในช่วงนี้บางโรงพยาบาลมีการเปิดช่องทางการติดต่อใหม่กันมากมาย เช่น ศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูงด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ยังเปิดบริการช่องทางการติดต่อใหม่ “ปรึกษาแพทย์ผ่านไลน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง” ช่วยให้สามารถติดต่อปรึกษาคลินิกมะเร็งต่างๆ ในโรงพยาบาลได้ก่อน โดยยังไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล เป็นการรักษาแบบมีระยะห่างให้ผู้ป่วยและผู้ให้บริการรักษาเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งถ้าท่านเป็นคนไข้ ที่อยู่ในเขตการรักษาหรือว่าใกล้โรงพยาบาลใด ขอให้สอบถามช่องทางการติดต่อ กับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงครับ เพื่อไม่ให้ขาดการติดต่อครับ 

 

Q:  หากมีความจำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยมะเร็งต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยจากโรค COVID-19

A:  ข้อปฏิบัติที่ 1 สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ต้องเริ่มต้นจากที่บ้านก่อนเช่นเดียวกับมาตรการที่รณรงค์กันทุกวันนี้ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ไม่ให้เข้าสู่ตนเอง นั่นคือ  

  • กินร้อน ช้อนตัวเอง
  • Social distancing รักษาระยะห่างทางสังคม
  • สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บป่วย หรือทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน
  • ล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีบ่อยๆ อย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที หรือกรณีที่ไม่มีน้ำควรล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนใส่-ก่อนถอดหน้ากากอนามัยและหลังการถอดหน้ากากอนามัย ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังไอและจาม
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสดวงตา จมูก และปากของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสระหว่างกัน เช่น การจับมือ การกอด
  • หลีกเลี่ยงการติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ไม่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่แออัด พื้นที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก เช่น รถขนส่งสาธารณะประเภทที่คนใช้บริการแน่นมากๆ งานวัด หรือสถานที่อะไรก็ตามที่จะเสี่ยงติดเชื้อได้ เราต้องเลี่ยงข้อปฏิบัติเหล่านี้เพื่อไม่ให้เอาเชื้อมาอยู่ที่เรา ไม่อย่างนั้นเมื่อเรามาโรงพยาบาลก็มาแพร่ให้คนอื่นต่อ อันนี้คือ การเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ที่บ้านนะครับ
    ข้อปฏิบัติที่ 2 เมื่อมาถึงโรงพยาบาลต้องทำตามนโนบายของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด เริ่มตั้งแต่จุดคัดกรองของโรงพยาบาล คนไข้จะต้องรับการวัดไข้ ล้างมือ คนไข้จะต้องไม่ปกปิดประวัติ ถ้ามีไข้ ไอ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพราะจะต้องแยกคุณออกไปตรวจอีกสถานที่ ข้อนี้มีประโยชน์ว่า ถ้าคนไข้เป็นโรค คนอื่นก็จะไม่ติดเชื้อ และถ้าเป็นโรคจะได้รักษาได้เร็ว 
    ข้อปฏิบัติที่ 3 มาห้องตรวจโรคในเวลาที่ได้รับการนัดหมาย ไม่อยากให้มานั่งรอนานๆ จากนั้นรีบเจาะเลือด รีบตรวจ และรีบกลับบ้าน
    ทั้งนี้ตลอดเวลาอยู่ภายในโรงพยาบาลให้ปฏิบัติตามกฎ Social distancing การเว้นระยะห่างทางสังคมคือ นั่ง 1 ที่ เว้น 2 ที่  และใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หากสัมผัสอะไรในโรงพยาบาลก็ให้ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
    ข้อปฏิบัติที่ 4 เมื่อมาถึงบ้านให้ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด ถอดหน้ากากอนามัยออก อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่  จากนั้นคอยสังเกตตัวเองว่า มีอาการอะไรผิดปกติหรือเปล่า เช่น

    -มีไข้สูง

    -ไอถี่

    -เจ็บคอ

    -หายใจลำบาก

    -หายใจไม่เต็มปอด

    -ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  

    -อ่อนเพลีย

    -การได้รับกลิ่นหรือว่ารส ผิดปกติไป 

หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจว่า ติดเชื้อไวรัส COVID-19 หรือไม่

 

Q:  สำหรับญาติของผู้ป่วยมะเร็งปฏิบัติอย่างไร ในสถานการณ์ที่โรค COVID-19 แพร่ระบาด

A:  ต้องบอกว่า คนไข้มะเร็งเวลามาโรงพยาบาลมักมีญาติมาด้วยเพราะคนไข้โรคนี้มักอ่อนเพลียจากตัวโรค หรือจากกระบวนการรักษาต่างๆ อยู่แล้ว ดังนั้นญาติที่มากับคนไข้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลตัวเองไม่ต่างจากคนไข้ที่มาโรงพยาบาลตามมาตรการที่รณรงค์ เริ่มตั้งแต่การป้องกันตนเองไม่ทำให้ตนเองติดเชื้อ ไม่พาตนเองไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือพื้นที่เสี่ยง ในกรณีที่ญาติคนไข้เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง อาจต้องกักตัวก่อนเป็นเวลา 14 วัน อย่าเพิ่งมาพบ หรือเยี่ยมคนไข้มะเร็ง เพราะคุณอาจนำโรคมาให้คนไข้มะเร็งได้

จากนั้นเมื่อญาติคนไข้เดินทางมาโรงพยาบาลกับคนไข้ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัดเช่นกัน เช่น สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือให้ถูกวิธีบ่อยๆ 
สำหรับการเฝ้าไข้ ก่อนหน้านี้ญาติคนไข้อาจเคยมาเฝ้าคนไข้ได้ที่โรงพยาบาล แต่ในช่วงสถานการณ์โรค COVID-19 ระบาด ทุกโรงพยาบาลจะมีนโยบายลดคนเฝ้า ดังนั้นถ้าโรงพยาบาลจัดผู้ดูแลคนไข้อยู่แล้ว ญาติก็อาจไม่ต้องมาเฝ้าคนไข้ในช่วงนี้

 

Q:  ถ้าคนไข้มะเร็งติดโรค COVID-19 ควรจะรักษาโรคไหนก่อน

A:  คำตอบเดียว รักษาโรค COVID-19  ก่อน แม้จะมีอาการมากกว่าคนปกติ แต่หากรีบรักษาก็มีโอกาสรักษาให้หายได้  พอเชื้อหายขาดหมด จึงค่อยกลับมารักษามะเร็งตามกระบวนการต่อไป เพราะมะเร็งไม่หยุดโต ถ้าไม่รักษาก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ ดังนั้นเป็นมะเร็งก็ต้องรักษา เป็นโรค COVID-19 ก็ต้องรักษา 

 

จะเห็นได้ว่า แม้โรค COVID-19 จะเป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่แพร่ระบาดได้ง่าย แต่ก็เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้และหากติดเชื้อก็สามารถรักษาให้หายได้ ส่วนโรคมะเร็งถึงไม่ใช่โรคติดเชื้อ ไม่ใช่โรคระบาด แต่หากขาดการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องก็อาจนำไปสู่การลุกลามของโรค อาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้มากกว่าโรค COVID-19 เสียอีก

ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ป่วยมะเร็ง หรือญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมะเร็ง ในสถานการณ์โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาดอยุ่นี้ ต้องช่วยกันดูแลสุขอนามัยของตนเองอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมรักษา และตรวจติดตามโรคเป็นระยะๆ ที่สำคัญอย่าขาดการรักษา อย่าขาดการติดต่อกับทีมรักษาอย่างเด็ดขาด

 

 

 

References

-กรมควบคุมโรค, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/g_km.php) 4 May 2020.
-ผศ.ดร.ทพญ.ดุลยพร ตราชูธรรม. กินเป็นมะเร็งขยาด กินฉลาดมะเร็งไม่มา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พับลิชชิ่ง, 2560.
-Centers for Disease Control and Prevention, Coronavirus Disease 2019 (COVID-19), (https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/about/index.html), 4 May 2020.
-ESMO, Cancer patient management during the COVID-19 pandemic (https://www.esmo.org/guidelines/cancer-patient-management-during-the-covid-19-pandemic), 4 May 2020.
-National Cancer Institute, Coronavirus: What People with Cancer Should Know(https://www.cancer.gov/contact/emergency-preparedness/coronavirus), 4 May 2020.
-World Health Organization, Coronavirus disease (COVID-19)Situation Report -106 (https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/situation-reports/20200505covid-19-sitrep-106.pdf?sfvrsn=47090f63_2) , 5 May 2020.

 

NPM-TH-0554-05-2020