โรคไข้หวัดใหญ่

          โรคไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยมีลักษณะที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่ง เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

          เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีต้นกำเนิดมาจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ของสัตว์ตระกูลนก (avian influenza virus) เป็นแหล่งรังโรค (reservoir) เชื้อไวรัสสามารถแบ่งตัวได้ในลำไส้โดยไม่ทำให้สัตว์เกิดอาการ และจะขับถ่ายเชื้อไวรัสออกมาพร้อมอุจจาระ เมื่อนกย้ายถิ่นจะทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้อย่างกว้างขวาง

          ในแถบอบอุ่นไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดขึ้นในฤดูหนาว ในแถบซีกโลกเหนือพบได้ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน และซีกโลกใต้พบในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ส่วนในเขตร้อนการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่ชัดเจน อาจพบไข้หวัดใหญ่ระบาดได้ตลอดปี

         การระบาดของไข้หวัดใหญ่ มีทั้งการระบาดในท้องถิ่น (epidemic) ซึ่งอาจเกิดได้ทุก 1-3 ปี และการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemics) ซึ่งพบทุก 10-40 ปี เกิดจากการที่เชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงชนิดไป เมื่อมีไวรัสชนิดย่อยใหม่เกิดขึ้นโดยประชากรทั่วโลกยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสชนิดใหม่ จึงทำให้โรคจะกระจายไปอย่างรวดเร็วในคนทุกกลุ่มอายุ และเกิดการระบาดไปทั่วโลกได้ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก 4 ครั้งคือ

          พ.ศ. 2461 - 2462 Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด ประชากรทั่วโลกป่วยร้อยละ 50 และเสียชีวิตมากถึง 20 ล้านคน

          พ.ศ. 2500 - 2501 Asian flu จากไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจพบในประเทศจีน

          พ.ศ. 2511 - 2512 Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจพบในฮ่องกง

          พ.ศ. 2520 - 2521 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง แยกได้จากผู้ป่วยในสหภาพโซเวียต จึงเรียก Russian flu แต่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน
 

ระยะติดต่อและการติดต่อ

ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและจะแพร่เชื้อต่อไปอีก 3-5 วันหลังมีอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน

Influnza2

เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในน้ำมูก เสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การไอจามรดกัน หรือมือสัมผัสกับน้ำมูก เสมหะของผู้ป่วยที่อาจติดอยู่กับของใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ราวบันได ลูกบิดประตู แล้วนำมาสัมผัสบริเวณใบหน้า เชื้อโรคจะเข้าสู่เยื่อบุจมูกและปากได้

อาการและอาการแสดง

          อาการจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด ( 38 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ น้ำมูกหรือเสมหะมีสีขาวใส (หากเป็นหวัดจากเชื้อแบคทีเรียน้ำมูกหรือเสมหะจะมีสีเหลืองหรือสีเขียว)

          ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา (common cold) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่มีบางรายอาจมีอาการรุนแรง เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิต ได้แก่

·        ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

·        เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี

·        ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

·        เด็กที่ได้รับการรักษาด้วยยาแอสไพรินเป็นเวลานาน

·        หญิงตั้งครรภ์ระยะที่ 2 หรือ 3

แนวทางการรักษา

·        พบแพทย์โดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้ควรพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ

·        ทานยาต้านไวรัสให้ครบตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสดื้อยา

·        หลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น เช่น พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ใส่ผ้าปิดจมูก ล้างมือให้สะอาด ฯลฯ