ทำความรู้จักยาพุ่งเป้าหรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
รักษาตรงจุดโรคมะเร็ง และแนวทางวางแผนค่ารักษา

การรักษามะเร็งด้วยยามุ่งเป้าถือเป็นแนวทางการรักษาที่ตรงจุดเพราะเป็นการรักษาตามโรคมะเร็งและระยะของมะเร็งแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกัน และยังถือเป็นแนวทางการรักษาที่มีผลข้างเคียงที่พบค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการรักษาเคมีบำบัด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวทางการรักษานี้ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่อาจแตะหลักแสนต่อเดือน อย่างไรก็ตามค่ารักษาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของยา สถานพยาบาล และระยะเวลาที่ใช้ยา หากสนใจแนวทางการรักษานี้ อยากให้อ่านบทความนี้จนจบเพื่อทำความรู้จักโครงการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่พร้อมคลายความกังวลและยืนเคียงข้างผู้ป่วยในวันที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คืออะไร ?
 

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือ [1] การรักษามะเร็งด้วยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยจะไปรบกวนการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง หรือไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลเป้าหมายจำเพาะ (targeted molecule) ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งนั้น ๆ ที่มักจะพบโมเลกุลเป้าหมายเฉพาะนี้ในเซลล์มะเร็งมากกว่าเซลล์ปกติ ทำให้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งมีประสิทธิภาพ

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) มีกลไกการออกฤทธิ์ต่างจากยาเคมีบำบัด กล่าวคือ ยาเคมีบำบัดส่วนมากยับยั้งขบวนการแบ่งตัวของทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติในร่างกาย เช่น เส้นผม ไขกระดูก จึงทำให้เกิดผลข้างเคียง อาทิ ผมร่วง ภาวะเม็ดเลือดต่าง ๆ ต่ำ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วการรักษามะเร็งแบบยามุ่งเป้ามีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัด [2] เพราะมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่า

 

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร ?
 

การทำงานของยามุ่งเป้า คือ การมุ่งไปที่เซลล์มะเร็งที่ต้องการทำลายโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนแม้จะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันก็จะมีชนิดของเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกันออกไป การรักษาแบบกำหนดเป้าหมายบางครั้งจึงเรียกว่า “การรักษาแบบจำเพาะบุคคล” เนื่องจากถูกสร้างมาเพื่อกำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงหรือสารเฉพาะในเซลล์มะเร็งของร่างกายผู้ป่วยแต่ละคน

สำหรับการรักษามะเร็งด้วยยามุ่งเป้าสามารถจำแนกได้ตามการใช้ยา คือ ยาประเภทที่มีโมเลกุลเล็กและโมเลกุลใหญ่[3] ดังนี้

  • ยามีโมเลกุลเล็ก (small-molecule drug) คือ ยาที่มีขนาดเล็กจนสามารถเข้าไปในเซลล์มะเร็งได้ และสามารถแพร่เข้าสู่เซลล์และจับกับเป้าหมายภายในเซลล์ได้โดยตรง การทำงานของยาประเภทนี้ คือ การกำหนดเป้าหมายเฉพาะภายในเซลล์และทำงานโดยการป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเพิ่มจำนวนมากขึ้น
  • ยาที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (monoclonal antibody) คือ ยาที่มักจะมีขนาดที่ใหญ่เกินเซลล์ ทำให้ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่จะไปจับกับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์ การทำงานคือการโจมตีเซลล์มะเร็ง และตามด้วยการทำให้โปรตีนหรือเอนไซม์บนผิวของเซลล์เกิดอ่อนแอและหลังจากนั้นจะทำการทำลายโปรตีนและเอนไซม์เหล่านี้

นอกจากนี้ประสิทธิภาพการทำงานของยามุ่งเป้ารักษามะเร็งนั้นอ้างอิงจาก American Cancer Society ยังระบุว่ามีดังต่อไปนี้ [3] :

  • ช่วยปิดกั้นหรือปิดสัญญาณเคมี และเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งเติบโตและแบ่งตัว
  • เปลี่ยนโปรตีนภายในเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่เลี้ยงเซลล์มะเร็ง ช่วยทำลายโครงสร้างเซลล์มะเร็ง
  • แทรกแซงการส่งทอดสัญญาณของเซลล์เพื่อเปลี่ยนการทำงานของเซลล์
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคุณเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง

ผู้ป่วยมะเร็งชนิดใดที่สามารถรักษาด้วยยามุ่งเป้าได้บ้าง ? [5] เนื่องจากยามุ่งเป้าเป็นตัวเลือกการรักษาที่ใชเเฉพาะเจาะจงต่อโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น อาทิ มะเร็งปอด, มะเร็งตับ, มะเร็งไต, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่, มะเร็งศีรษะและลำคอ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
 

ผลข้างเคียงจากการใช้ยามุ่งเป้า 

การรักษาด้วยยามุ่งเป้า ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้รับผลข้างเคียงเลย เพราะความรุนแรงของผลข้างเคียงจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของยาและผู้ป่วยแต่ละคน ในบางครั้งอาจพบผลข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อย และผลข้างเคียงดังกล่าวอาจกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรง  

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
[6][8][9]:

  • ผลข้างเคียงทางผิวหนัง ได้แก่ ผื่นผิวหนังคล้ายสิว, ผิวแห้ง, คัน, ขอบเล็บอักเสบ
  • ท้องผูก หรือ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • เยื่อบุปากอักเสบ
  • รู้สึกหัวใจเต้นช้า เวียนหัว หน้ามืด
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หมดแรง ล้า
  • การทำงานของตับผิดปกติ
  • ความผิดปกติทางตา ได้แก่ เคืองตา ตาแห้ง ตาอักเสบ
  • ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะเกล็ดเลือดน้อย

สำหรับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยามุ่งเป้า[4] อาจทำให้เกิดผื่นขึ้นหรือผิวหนังเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ปัญหาผิวหนังเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษาแต่ไม่ใช่สัญญาณของการแพ้ยา เพราะสัญญาณของอาการแพ้นั้นจะแตกต่างกัน คือ มักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยปกติภายในไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมงหลังจากรับยา รวมถึงอาจเกิดลมพิษ และอาการคันรุนแรง อาการแพ้มักรวมถึงอาการร้ายแรงอื่น ๆ หากคุณมีอาการเหล่านี้ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินและติดต่อแพทย์ผู้ดูแลทันที เช่น 

  • หายใจลำบาก 
  • เวียนศีรษะ 
  • แน่นในลำคอหรือหน้าอก 
  • ริมฝีปากหรือลิ้นบวม 

 

โครงการแบ่งเบาความกังวลจากการรักษามะเร็ง

เนื่องจากการรักษามะเร็งด้วยยามุ่งเป้า (Targeted therapy) เป็นตัวเลือกการรักษาซึ่งมอบผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่าแต่อาการข้างเคียงน้อยกว่า การได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลให้ความสำคัญด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างตรงจุด บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด จึงมีทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำเสนอ โครงการ RPAP (Roche Patient Assistance Program) โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยคลายความกังวลในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และฮีโมฟีเลีย ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง

โครงการ RPAP เปิดให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาทั้งในโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการได้  เพียงสมัครผ่านเว็บไซต์ www.rpapthailand.com และปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

  • ส่งใบสมัคร ใบเสร็จค่ายา เพื่อขอรับยาสนับสนุน ได้สะดวก รวดเร็ว
  • ดาวน์โหลด และ อัพโหลด เอกสารรับยา ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
  • ผู้ป่วยสามารถเห็นรอบซื้อยา และรอบรับยาสนับสนุนตลอดที่อยู่ในโครงการ RPAP
  • ช่วยลดความสับสนของผู้ป่วยกับทางโรงพยาบาล ในการรับยารอบสนับสนุน

หากสนใจเข้าร่วมโครงการ RPAP ช่วยเหลือค่ารักษาสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ www.rpapthailand.com หรือติดต่อเบอร์โทรศัพท์ 02-161-4948 เพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ RPAP