มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ มะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากต่อมน้ำเหลืองหรือเนื้อเยื่อน้ำเหลือง มีภาวะที่มีการเจริญเติบโตที่มากเกินไปในระบบน้ำเหลือง ระบบน้ำเหลืองของร่างกายมีหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรคโดยการขนส่งน้ำเหลืองไปตามหลอดน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ซึ่งภายในน้ำเหลืองจะประกอบไปด้วย

  • เม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ทำหน้าที่สร้างสารภูมิคุ้มกัน และทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
  • ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node): มีลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว ภายในประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte จะพบต่อมน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองที่คลำได้ง่ายมักพบบ่อยบริเวณลำคอ รักแร้ เต้านม หรือบริเวณขาหนีบ
  • หลอดน้ำเหลือง( Lymphatic vessels) ภายในประกอบไปด้วย น้ำเหลือง ซึ่งจะเชื่อมต่อระหว่างต่อมน้ำเหลืองแต่ละแห่ง  นอกจากนี้ยังมีอวัยวะอื่นๆที่จัดอยู่ในระบบน้ำเหลืองอีกได้แก่ ต่อมทอนซิล ม้าม และ ต่อมไทมัส เมื่อต่อมน้ำเหลืองทำงานผิดปกติไปเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม ก็จะเกิดปัญหาที่สำคัญคือ ภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิดHodgkin disease (HD) ในประเทศไทยพบชนิด NHL บ่อยที่สุด และเนื่องจากต่อมน้ำเหลืองพบได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน(Non-Hodgkin lymphoma) จึงสามารถพบได้ในทุกอวัยวะ แต่ส่วนมากมักเริ่มเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง, ม้าม, ตับ หรือแม้กระทั่งในกระเพาะอาหาร

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน(Hodgkin Lymphoma)
จัดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่พบได้น้อย การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจพบว่ามีเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่ารีดสเทิร์นเบิร์ก (Reed-Sternberg Cell) ซึ่งไม่พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน 62,000 คนทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 60% และเป็นผู้หญิง 40 % โดยเฉลี่ยในแต่ละปี ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน 25,000คนโดยทั่วไปผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน มักมีอาการค่อนข้างช้า มีการดำเนินโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน(Non-Hodgkin Lymphoma)
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้สามารถแบ่งออกได้มากกว่า 30 ชนิดย่อย ซึ่งถ้าอาศัยอัตราการเจริญของตัวมะเร็งแล้ว จะสามารถแบ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. ชนิดค่อยเป็นค่อยไป(Indolent): มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ จะมีอัตราการแบ่งตัว ของมะเร็งค่อนข้างช้า มีอาการน้อย ซึ่งผู้ป่วยมักจะอยู่ได้นานเป็นสิบปี ดังนั้นผู้ป่วยส่วนมากมักมาพบแพทย์ในระยะที่โรคมีการกระจายไปมากแล้วมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะตอบสนองดีต่อการรักษาแต่มักมีการกลับเป็นซ้ำของโรคได้บ่อย ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษา เพียงแค่ติดตามอาการไว้เท่านั้น แต่มะเร็งชนิดนี้มักจะไม่หายขาดโดยการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

2. ชนิดรุนแรง(Aggressive): มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะมีอัตราการแบ่งตัวของมะเร็งเร็ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการมากถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายใน 6 เดือน ถึง 2 ปี ข้อแตกต่างจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงมีโอกาสที่จะหายขาดจากโรคได้ถ้าได้รับการรักษาอย่างเต็มที่

ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน 286,000 คนทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 58% และเป็นผู้หญิง 42% ในปัจจุบันสามารถแบ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน(Non-Hodgkin lymphoma) ออกได้เป็น 35 ชนิดย่อย ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะให้การรักษาที่แตกต่างกันออกไป ในบางครั้งมีความจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นเพื่อวางแผนในการรักษาต่อไป

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ (B-cell lymphoma)
พบประมาณ 90%ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) แบ่งออกได้เป็น

1. Diffuse large B-cell lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คือพบประมาณ 30% ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) มักพบตัวโรคนอกต่อมน้ำเหลืองได้บ่อยประมาณ 40% จัดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง
– การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ประกอบไปด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด หรือในบางรายจะใช้การรักษาด้วยการฉายรังสี , การรักษาด้วยแอนติบอดี (monoclonal antibodies) ร่วมไปด้วย

2. Follicular lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากชนิดข้างต้น ตัวโรคมักเริ่มที่ต่อมน้ำเหลืองก่อน ก้อนจะค่อยๆโต แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยส่วนมากจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 8-10 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย
– การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ประกอบไปด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี , การรักษาด้วยแอนติบอดี(monoclonal antibodies) หรือผู้ป่วยบางรายจะใช้วิธีติดตามอาการโดยยังไม่เริ่มการรักษา
-เมื่อเวลาผ่านไป อาจพบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่รุนแรงขึ้นได้

3. Small lymphocytic lymphoma
– พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ประมาณ 5%ของผู้ป่วย จัดเป็นชนิดไม่รุนแรง

4. Splenic marginal zone lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้เริ่มเป็นที่ม้าม เป็นชนิดที่พบได้ไม่บ่อย ส่วนมากมักโตช้าและไม่ต้องกาการรักษา แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องตัดม้ามออก

5. Extranodal marginal zone B-cell lymphoma of mucosa-associated tissue (MALT)
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มักเริ่มเป็นที่กระเพาะอาหาร แต่สามารถพบได้ในทุกอวัยวะ เช่น ปอด, ต่อมไทรอยด์, ต่อมน้ำลาย หรือ ที่ตา
-ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีประวัติโรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) มาก่อน
– ในกรณีที่พบรอยโรคบริเวณกระเพาะอาหาร มักพบสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori
– การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้คล้ายกับการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

6. Nodal marginal zone lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบได้น้อย พบเพียง 1%ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด
– การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้คล้ายกับการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

7. Lymphoplasmacytic lymphoma
– พบเพียง 1%ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด จัดเป็นชนิดไม่รุนแรง มักพบมีการกระจายของโรคไปที่ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง หรือม้ามได้บ่อย
– ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนจากการที่มีความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น (Hyperviscosity syndrome)
– การรักษาประกอบด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด, การฉายรังสี หรือการเฝ้าสังเกตอาการ

8. Mantle cell lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จัดเป็นชนิดที่รุนแรง พบได้ 7 %ของผู้ป่วยทั้งหมด มักพบมีการกระจายของโรคไปที่ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง หรือม้าม
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มักไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา การรักษาในปัจจุบันยังไม่มีสูตรยามาตรฐานที่ใช้
– ในบางสถาบันอาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วตามด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแก่ผู้ป่วย

9. Mediastinal large B-cell lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จัดเป็นชนิดที่รุนแรง มักพบก้อนขนาดใหญ่ที่บริเวณทรวงอก ซึ่งอาจกดเบียดเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอ ทำให้เกิดภาวะ superior vena cava syndrome ตามมาได้
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มักพบในผู้หญิงอายุระหว่าง 30-40 ปี
– การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ประกอบไปด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด หรือในผู้ป่วยบางรายอาจมีความจำเป็นต้องใช้การฉายแสงร่วมไปด้วย

10. Primary effusion lymphoma
– มักพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV หรือ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน จัดเป็นชนิดรุนแรงมาก
– อาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะเป็นจากสารน้ำที่เพิ่มขึ้นในโพรงของร่างกาย เช่น ในเยื่อหุ้มปอด หรือเยื่อหุ้มหัวใจ

11. Burkitt’s lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบได้น้อย จัดเป็นชนิดที่รุนแรง มักพบในชาวแอฟริกัน และมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส EBV

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดทีเซลล์ (T-cell lymphoma)
พบประมาณ 10%ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) แบ่งออกได้เป็น

1. Precursor T lymphoblastic lymphoma
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบ 15%ในผู้ป่วยเด็ก และ 25%ในผู้ใหญ่ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
– ผู้ป่วยส่วนมากพบก้อนขนาดใหญ่บริเวณทรวงอก และพบการกระจายไปที่ไขกระดูกได้เร็ว
– จัดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงมาก การรักษาประกอบด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วตามด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด

2. Adult T-cell lymphoma/leukemia
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HTLV-1 จัดเป็นชนิดรุนแรง และมักพบเซลล์มะเร็งภายในกระแสเลือด
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มักไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา แต่ในบางรายพบว่าได้ผลด้วยการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับยา interferon

3. Extranodal NK/T-cell lymphoma
– พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ได้บ่อยในแถบเอเชีย มักพบในเด็กและวัยรุ่น ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยก้อนที่บริเวณจมูก แต่สามารถพบได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย
– การรักษาประกอบไปด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด

4. Enteropathy type T-cell lymphoma
– จัดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงมาก พยาธิสภาพเริ่มที่ลำไส้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะลุกลามทำลายผนังลำไส้มักพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ในผู้ป่วยโรค celiac disease

5. Gamma/delta hepatosplenic T-cell lymphoma
– มักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
– การรักษาเช่นเดียวกับชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

6. Subcutaneous panniculitis-like T-cell lymphoma
– พบรอยโรคเริ่มต้นที่บริเวณผิวหนัง อาจวินิจฉัยผิดว่าเป็นแค่การอักเสบของชั้นผิวหนัง
– การรักษาเช่นเดียวกับชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

7. Anaplastic large cell lymphoma
– พบรอยโรคอยู่ที่บริเวณผิวหนังเท่านั้น
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ตอบสนองดีต่อการให้ยาเคมีบำบัดที่มีส่วนประกอบของ doxorubicin

8. Peripheral T-cell lymphoma
– มักพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ในระยะที่เป็นมากแล้ว พบบ่อยในคนอายุมากกว่า 60 ปี
– การรักษาเช่นเดียวกับชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

9. Angioimmunoblastic T-cell lymphoma
– จัดเป็นชนิดรุนแรงปานกลาง มีลักษณะพิเศษคือ พบ ต่อมน้ำเหลืองโต มีไข้ น้ำหนักลด ผื่นผิวหนัง ร่วมกับระดับโปรตีนในเลือดที่สูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนมากมักพบการติดเชื้อแทรกซ้อนได้บ่อย
– การรักษาเช่นเดียวกับชนิด Diffuse large B-cell lymphoma

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่มีปัจจัยเสี่ยงข้อข้อหนึ่งแล้วต้องเกิดโรคนั้นเสมอไป ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถบอกสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกรายได้อย่างชัดเจนแต่พบมีความสัมพันธ์กับหลายภาวะ ได้แก่

  • อายุ: อุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ที่ช่วงอายุ 60-70 ปี
  • เพศ: เพศชายพบเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าเพศหญิง
  • การติดเชื้อ: พบความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดกับการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อ แบคทีเรียHelicobacter pylori กับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma, การติดเชื้อไวรัส EBV กับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Burkitt
  • ภาวะพร่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย: ผู้ป่วย HIV พบอุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease): ผู้ป่วยโรค SLE พบอุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
  • การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะเริ่มต้นจากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย จากนั้นจะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติมอีก ได้แก่

  1. การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) 
  2. การตรวจไขกระดูก เพื่อประเมินว่ามีการกระจายเข้าไปในไขกระดูกหรือไม่
  3. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  4. เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  5. การตรวจกระดูก (Bone scan)
  6. การตรวจ PET scan 

ซึ่งผลการตรวจทั้งหมดจะนำมาประเมินระยะของโรค เพื่อเป็นแนวทางในการพยากรณ์โรคและการรักษาโรคต่อไป

การประเมินระยะของโรค
แพทย์ผู้ทำการรักษาจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากการสืบค้นเพิ่มเติม แล้วนำมาประมวลว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวางแผนการรักษาต่อ ระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น4 ระยะ

  1. ระยะที่1: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลืองเพียงบริเวณเดียว
  2. ระยะที่2: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่2 ตำแหน่งขึ้นไป โดยต้องอยู่ภายในด้านเดียวกันของกะบังลม
  3. ระยะที่3: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลือที่อยู่คนละด้านของกะบังลม และ/หรือพบรอยโรคที่ม้ามร่วมด้วย
  4. ระยะที่4: มีรอยโรคกระจายออกไปเกินตำแหน่งเริ่มต้นที่พบ ตำแหน่งที่พบการกระจายได้บ่อย เช่น ตับ, ไขกระดูก, หรือปอด

นอกเหนือจากการประเมินระยะของโรคแล้ว แพทย์ผู้รักษาจะอาศัยข้อมูลอื่นๆของผู้ป่วยเพื่อนำมาคำนวณหาดัชนีประเมินการพยากรณ์โรคเพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะสามารถแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเสี่ยงต่ำ

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง
การรักษาผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่แพทย์นัด ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ถึงแม้จะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้น การรักษาจะขึ้นกับระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็น และสภาวะร่างกายโดยรวม การรักษาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ

การเฝ้าระวังโรค: จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดไม่รุนแรงที่ยังไม่ต้องการรักษาโดยแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามเป็นระยะ เมื่อพบว่าโรคมีการกระจายมากขึ้น หรือเกิดอาการจากตัวโรคจึงจะพิจารณาให้การรักษา

  • การใช้ยาเคมีบำบัด: คือการใช้ยาที่มีผลทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกาย ยาอาจอยู่ในรูปยากินหรือยาฉีด สูตรยาเคมีบำบัดที่จะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคที่เป็น
    • สูตรยาเคมีบำบัดมาตรฐานสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือสูตร CHOP ซึ่งประกอบไปด้วยยา 4 ชนิด ได้แก่cyclophosphamide, adriamycinn, vincristine และ prednisolone
    • ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดพบได้หลายรูปแบบ ซึ่งเป็นผลจาการที่ยาไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกายนอกเหนือไปจากเซลล์มะเร็ง ในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน, อาการชาปลายมือปลายเท้า, อาการท้องผูกหรือท้องเสีย, ภาวะเม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ, ภาวะเลือดออกจากเกล็ดเลือดต่ำ โดยทั่วไปผลข้างเคียงเหล่านี้จะหายไปเมื่อหยุดยาเคมีบำบัด สำหรับผลข้างเคียงในระยะยาว อาจพบว่ามีบุตรได้ยากในภายหลัง หรือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดอื่นตามมาได้
  • การรักษาด้วยการฉายรังสี: เป็นการใช้รังสีขนาดสูงเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็งในแต่ละบริเวณ มักพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแรกๆ 
    • ผลข้างเคียงของการฉายรังสี ได้แก่ อาการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง, เจ็บคอ หรือ ปวดท้อง อาการข้างเคียงส่วนมากสามารถบรรเทาได้ด้วยการให้ยาตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น
  • การรักษาด้วยแอนตี้บอดี้ เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่เป็นสารสังเคราะห์ไปจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็งแล้ว ส่งผลให้มีการกระตุ้นการทำลายของเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันมีทั้งที่ใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด 
  • การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Stem cell transplantation) – คือการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ แล้วตามด้วยการให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแก่ผู้ป่วย มักพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ดื้อต่อการรักษาหรือในผู้ที่มีโรคกลับ
    • เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่จะนำมาให้ผู้ป่วยอาจเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous transplantation) หรือได้มาจากผู้บริจาคซึ่งมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย (Allogeneic transplantation)

การดูแลรักษาตนเอง

  • การรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด และทำสุกใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้นานโดยไม่ได้อุ่นให้เดือดใหม่ หรืออาหารแห้งที่ไม่แน่ใจว่าทำเสร็จใหม่ๆ เช่น ขนมปังตามร้านค้า ผลไม้ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีเปลือก เช่น ส้ม กล้วย โดยต้องล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานผลไม้ที่ปอกบาง เช่น ฝรั่ง องุ่น หรือผลไม้ที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ เช่น สับปะรด ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ควรล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • การออกกำลังกาย ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายเท่าที่ทนได้ ไม่ควรหักโหม อาจทำไม่ได้เท่าเดิม แต่ภายหลังการรักษาร่างกายจะฟื้นตัวขึ้นได้ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่เคยออกกำลังกายไม่ควรอยู่แต่ภายในห้องนอน ควรลุกเดินเล่นบ้างเพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่ การออกกำลังกายจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • ผิวหนัง ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้าและก่อนนอน ฟอกสบู่ให้สะอาดโดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ใต้ราวนม ขาหนีบ (ควรเลือกใช้สบู่สำหรับเด็ก) การอาบน้ำจะช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ผิวหนังหลังอาบน้ำเช็ดตัวแห้งแล้วใช้โลชั่นทาผิว เพื่อป้องกันผิวแห้ง โดยเลือกใช้โลชั่นที่ไม่มีกลิ่นน้ำหอม แต่ไม่แนะนำให้ใช้แป้งฝุ่น เพราะแป้งฝุ่นจะเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ ในขณะฟุ้งกระจาย
  • ปาก ควรรักษาความสะอาดในช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ แปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และแปรงเบาๆอย่างน้อยเวลาตื่นนอนเช้าและก่อนนอน หลังอาหารควรบ้วนปากให้สะอาดอยู่เสมอไม่ควรงดแปรงฟัน หากมีปัญหาเลือดออกตามไรฟันควรใช้ผ้าหรือผ้าก๊อสชุบน้ำทำความสะอดปาก ฟัน และบ้วนปากด้วยน้ำต้มสุกบ่อยๆ
  • การดูแลบริเวณทวารหนัก ควรล้างทำความสะอาดหลังถ่ายทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการท้องเสีย ไม่ควรเช็ดแรงๆ เนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลได้ ควรใช้กระดาษซับเบาๆ และที่สำคัญต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
  • ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ทำให้มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ และอาจพบภาวะเกร็ดเลือดต่ำร่วมด้วยซึ่งจะทำให้มีภาวะเลือดออกง่าย ดังนันจึงควรระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น หากสังเกตพบจุดเลือดออกใต้ผิวหนังมาก หรือมีเลือดออกตามไรฟัน ให้มาพบแพทย์ก่อนนัด
  • อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีอาการมาก เช่น มีไข้มากกว่า 38.5 ๐C มีเลือดออกมากหรือมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังมาก หรือ เป็นลมบ่อยๆ ให้มาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
  • การดูแลสุขภาพจิต การมีสุขภาพจิตที่ดีช่วยส่งผลดีต่อการรักษา ควรทำความเข้าใจต่อแผนการรักษากับแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยยอมรับ และไม่ยกเลิกการรักษากลางคัน
  • การนอนหลับพักผ่อน พราะการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยเพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย