“โรคมะเร็ง” เปรียบเหมือนเพชฌฆาตเงียบที่คุกคามชีวิตของพวกเราโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า

เมื่อจู่ๆ ตัวเราเองหรือคนที่เรารักได้รับการยืนยันสถานะ “ผู้ป่วยมะเร็ง” วินาทีแรกแต่ละคนอาจมีการแสดงออกที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะสับสนเพราะตั้งใจดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่ดีมาตลอด หรือกังวลที่จะบอกข่าวร้ายกับสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงกลัวว่าอนาคตจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เชื่อว่าทุกคนต่างก็มีร่วมกัน คือความหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง

กว่าจะเข้าใกล้คำว่า “หาย” ทั้งผู้ป่วย ผู้ดูแล รวมไปถึงคนใกล้ชิด ต่างต้องเผชิญกับมาตรฐานการดูแลสุขภาพ ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายมากมายชนิดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง
 

66


เส้นทางการรักษาของผู้ป่วย (Patient journey)

  • การหาข้อมูล (Exploration) เมื่อร่างกายเริ่มแสดงสัญญาณที่ผิดปกติ สิ่งที่ทุกคนต้องการคือหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ถึงแม้ปัจจุบันการใช้งาน Search Engine จะเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่เรากลับพบว่าการหาข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และทันสมัย กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ข้อมูลมากมายที่ปรากฏอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตก็อาจไม่ใช่คำตอบและสามารถนำไปสู่ปมปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การรักษาที่ผิดหลักการแพทย์ หรือไม่ได้เข้ารับการรักษาภายในเวลาอันควร เป็นต้น

ในกรณีที่เลือกขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เรายังต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนว่าจะเดินทางไปปรึกษาใครและที่ไหน โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่าทุกการตัดสินใจมีต้นทุนด้าน “เวลา” และ “ค่าใช้จ่าย”

  • การวินิจฉัยโรค (Diagnosis) ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือน “การคลำทาง” เพื่อระบุชนิด ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรค โดยแพทย์ต้องอาศัยการซักประวัติและผลทดสอบทางคลินิกต่างๆ มาประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่น การส่องกล้อง ซึ่งผู้ป่วยต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง การรอคิว รวมไปถึงค่าเสียโอกาสหากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลจำเป็นต้องลางานเพื่อมายังโรงพยาบาล ส่วนการตรวจชิ้นเนื้อเป็นวิธีที่ต้องอาศัยการผ่าตัด เท่ากับว่านอกจากจะจ่ายด้วยเวลาและเงินแล้ว ผู้ป่วยยังต้องเจ็บตัวและทรมานกับการเฝ้ารอการอ่านผลแล็บอย่างใจจดใจจ่อ ขั้นตอนมาตรฐานในการระบุความผิดปกติจะเรียงลำดับจากความผิดปกติที่มีโอกาสพบบ่อยที่สุดก่อน  ระหว่างนี้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องรอผลแล็บนานประมาณ 2-3 สัปดาห์ หากไม่พบ แพทย์จึงจะเริ่มตรวจหาประเภทของความผิดปกติที่มีโอกาสพบรองลงมา ซึ่งแน่นอนต้องอดทนรอต่อไปอีก 2-3 สัปดาหเพื่อฟังผลแล็บเช่นเคย กระบวนการนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอความผิดปกติที่สัมพันธ์กับโรค สำหรับผู้ป่วยเคสที่โชคร้าย การระบุความผิดปกติจากการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้ออาจวนลูปหลายต่อหลายรอบ

เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจชี้เป็นชี้ตายได้ในกรณีที่ป่วยเป็นร้ายแรงอย่างมะเร็ง ดังนั้น ขั้นตอนการวินิจฉัยจึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเกิดความตึงเครียดเป็นอย่างมาก เพราะต้องอดทนกับความคลุมเครือและความกังวล จนท้ายที่สุดข่าวร้ายก็ได้รับการยืนยันว่า...คุณเป็นผู้ป่วยมะเร็ง

  • การเริ่มต้นการรักษา (First Administration) แนวทางการรักษาในอดีตมองว่ามะเร็งชนิดเดียวกันเหมือนกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาเพียงแบบเดียวกันหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนตอบสนองต่อการรักษาได้ดีและร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ในขณะที่ผลการรักษาในผู้ป่วยบางคนอาจไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ นั่นแปลว่า เซลล์ปกติในร่างกายของผู้ป่วยถูกทำลายไประหว่างขั้นตอนการรักษา ซ้ำร้ายยังพลาดโอกาสในการรักษาด้วยยาที่เหมาะสมตั้งแต่แรก ขณะที่เวลากลับเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่เวลาที่จะได้มีลมหายใจของผู้ป่วยกลับเดินถอยหลัง อุปสรรคที่ต้องเผชิญนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องแบกรับอีกนับไม่ถ้วน

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกผิดที่วันหนึ่งกลายเป็นภาระของคนใกล้ตัว ทั้งยังนำเงินเก็บของครอบครัวออกมาใช้เพียงเพื่อรักษาชีวิตของคนคนเดียว ส่งผลให้สภาพจิตใจและความสัมพันธ์ของคนใกล้ชิดกับตัวผู้ป่วยเองอาจเกิดรอยร้าวขึ้นได้ ดังนั้นในระยะนี้ทั้งสองฝ่ายจึงต้องทำความเข้าใจและมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันเพราะการต่อสู้กับโรคมะเร็งนั้นไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยตัวคนเดียว

  • การรักษาต่อเนื่อง (Ongoing Treatment) หลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยบางส่วนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่าเหตุใดเพื่อนผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะเดียวกัน รักษากับแพทย์คนเดียว ซ้ำยังได้รับการรักษาแบบเดียวกัน จึงเข้าใกล้คำว่า “หาย” ในขณะที่ตนเองไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือร่างกายได้รับผลข้างเคียงอย่างรุนแรงจนแทบทนไม่ไหว นอกจากนี้ ความทุกข์ใจอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งบางคนต้องเผชิญ คือโรคมะเร็งแล้วก็อาจกลับมาเป็นซ้ำใหม่ได้ ซึ่งอาการมักรุนแรงขึ้นกว่าครั้งแรกที่พบ โรคร้ายนี้จึงทิ้งปัญหามากมายไว้ทั้งกายและใจของผู้ป่วยจนหนทางการใช้ชีวิตดูเหมือนจะสิ้นหวัง ภาพฝันที่เคยฝันไว้ก็อาจหายไป โดยไม่รู้ว่าหนทางการรักษาจะยังดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน หรือผู้ป่วยและผู้แลอาจถอดใจไปก่อน 
     
44


การดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคล

การดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคลเป็นแนวทางใหม่ที่จะมาช่วยปฏิวัติเส้นทางการรักษาของผู้ป่วย นับว่าโชคดีที่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ก้าวหน้าไปมาก จนเผยให้เห็นถึงประเภทการกลายพันธุ์ของยีนที่มีความหลากหลาย กล่าวคือ แม้จะเป็นมะเร็งตำแหน่งเดียวกัน แต่อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของยีนต่างชนิดกัน ความรู้ความเข้าใจนี้ช่วยตอบคำถามที่ว่า เหตุใดยาขนานเดียวกันจึงให้ผลลัพธ์การรักษาที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน

เพราะแตกต่างจึงต้องใส่ใจ หากแต่ละคนต้องการเสื้อผ้าที่ออกแบบและตัดเย็บมาเพื่อเราโดยเฉพาะ (Tailor Made) ผู้ป่วยมะเร็งแต่ละคนก็ต้องการยาเพื่อรับมือกับความผิดปกติของยีนที่ตรงจุดเช่นกัน การดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคลช่วยให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น เพิ่มอัตราการรอดชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวม ในท้ายที่สุดผู้ป่วยและผู้ดูแลก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนหรือใกล้เคียงปกติ พร้อมที่จะกลับไปเติมเต็มความฝันตามหนทางที่พวกเขาเลือกได้ในที่สุด

ก้าวแรกของการดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคลเริ่มต้นที่การตรวจวินิจฉัยเพื่อระบุความผิดปกติของยีน ด้วยนวัตกรรมการตรวจยีนแบบครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) ที่อาศัยเพียงการเก็บตัวอย่างเลือด (Blood Draw) เพียงครั้งเดียว ก็สามารถระบุความผิดปกติของยีนได้ถึง 300 ชนิด ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ ทั้งยังไม่ต้องเสียเวลารอการอ่านผลแล็บครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความกระวนกระวายใจ

ต่างจากแนวทางการรักษามะเร็งที่พวกเราหลายคนคุ้นเคยกันในอดีต อย่างการผ่าตัด การฉายแสง และการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เพราะปัจจุบันนี้ เมื่อแพทย์ระบุได้อย่างชัดเจนว่ายีนชนิดใดที่เกิดความผิดปกติขึ้น ผู้ป่วยย่อมมีทางเลือกเพิ่มขึ้นเพื่อเข้าถึงการรักษาแบบจำเพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นการใช้ยาเพื่อออกฤทธิ์มุ่งเป้าต่อเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะพันธุกรรมเฉพาะ หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเป็นการใช้ยาเพื่อปรับให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยการรักษาด้วยการให้ยามุ่งเป้าและยาภูมิคุ้มกันบำบัดมักมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาบนมาตรฐานเดียว (One-size-fits-all approach)

การเข้าถึงข้อมูลด้านการรักษาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีส่วนร่วมกับแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆ อย่าง เช่น ระยะและตำแหน่งของโรค ขนาดของก้อนเนื้อ รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าของการดูแลสุขภาพและการรักษาแบบจำเพาะบุคคลเห็นได้จากการตอบสนองต่อการรักษาดี ใช้เวลารักษาสั้นกว่า ผลข้างเคียงต่ำ สภาพร่างกายของผู้ป่วยค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นตามลำดับ ส่วนคนใกล้ชิดที่คอยดูแลผู้ป่วยเองก็สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะกำลังอ่านบทความนี้ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ดูแล หากมีข้อมูลการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และทันสมัย เราย่อมพร้อมที่จะวางแผนรับมือกับความท้าทายต่างๆ ตลอดเส้นทางการรักษาและเข้าใกล้คำว่า “หาย” ได้ โดยที่ไม่ต้องแลกมากับเงินเก็บของครอบครัว หน้าที่การงานอันรุ่งโรจน์ของผู้ดูแล หรือภาพความฝันที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ปรารถนา