รักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เตรียมตัวอย่างไร ?

เมื่อพูดถึงมะเร็งเชื่อว่าทุกคนคงทราบดีถึงความอันตรายของโรคนี้ และยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยติดอันดับต้น ๆ เสมอมา เมื่อกล่าวถึงการรักษาปัจจุบัน วิธีที่ได้ยินกันบ่อย ๆ คือ ผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสง โดยบทความนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับการรักษามะเร็งแนวทางใหม่อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการรักษาที่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อย และยังช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) คืออะไร ? 

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยการกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันนี้ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง

ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็งได้อย่างไร ?

ในการรักษามะเร็งนั้นมีหลากหลายวิธีตั้งแต่การ ผ่าตัด เคมีบำบัด ฉายแสง และไฮไลท์ของเราในบทความนี้ คือ การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด - Immunotherapy 

วิธีการนี้รักษามะเร็งโดยเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวเพื่อให้สามารถจับ สังเกต และทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ เพื่อช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

เปรียบเทียบการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดกับวิธีอื่น ๆ 

จากหลากหลายวิธีในการรักษามะเร็ง ปัจจัยหนึ่งที่แพทย์ใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อเลือกแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละคน กล่าวคือ การผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยในระยะที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย การฉายแสงและเคมีบำบัดมีผลข้างเคียงคือทำลายเซลล์ร่างกายที่ปกติไปด้วย ทำให้ทางการแพทย์ค้นคว้าวิจัยวิธีการรักษาอื่น ๆ และจากการศึกษาพบว่าการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยมีรายงานผลข้างเคียงน้อยกว่าแนวทางการรักษาในอดีต [REF3] ดังนั้น การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจึงเป็นอีกทางเลือกการรักษาหนึ่งที่บทความนี้หยิบยกนำมากล่าวถึง

 

Immunotherapy


ชนิดและการทำงานภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง

ภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลากหลายวิธีในการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษามะเร็งชนิดต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีการทำงานกับกลไกร่างกายเพื่อทำการรักษาที่แตกต่างกันออกไป โดยภูมิคุ้มกันบำบัดจะแบ่งได้ 5 ชนิด ดังนี้

  1. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody)  คือ
    • การให้ยาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับเซลล์มะเร็ง
    • การทำงานของยาเข้าไปควบคุมการเจริญเติบโตหรือควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์มะเร็งได้
  2. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบไม่จำเพาะ (Non-specific Immunotherapy)  คือ
    • การให้ยาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่ไม่จำเพาะ มักใช้พร้อมกับหรือหลังการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
    • การทำงานของยาเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานของร่งกายในการทำลายเซลล์มะเร็ง
  3. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบใช้ไวรัสรักษามะเร็ง (Oncolytic Virus Therapy) คือ
    • การฉีดไวรัสเข้าสู่เนื้องอกหรือเซลล์มะเร็ง
    • การทำงานของไวรัสที่ฉีดเข้าไปจะได้รับการตัดต่อพันธุกรรมให้มีคุณสมบัติจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไวรัสจะทำการแบ่งตัวภายในเซลล์เนื้องอกหรือในเซลล์มะเร็งจนส่งผลให้เซลล์มะเร็งตาย หลังจากนั้นตัวเซลล์ที่ตายจะปล่อยแอนติเจนหรือสิ่งที่ร่างกายระบุว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมออกมา ทำให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่มีผลเจาะจงกับเซลล์มะเร็งดังกล่าวได้
  4. ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาโดยใช้ที-เซลล์บำบัด (T-cell Therapy) คือ
    • การฉีดทีเซลล์ (T-cell Therapy) ที่ผ่านกระบวนการการดัดแปลงให้มีความจำเพาะกับตัวรับ (Receptor) ในเซลล์มะเร็งกลับเข้าสู่ร่างกายจาก
    • การทำงานของการนำเซลล์ในเลือดของร่างกายมาดัดแปลง เพื่อให้ T-cell ทำลายเซลล์มะเร็ง
  5. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบใช้วัคซีนโรคมะเร็ง (Cancer Vaccines) คือ
    • การฉีดวัคซีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    • การทำงานของวัคซีนที่ฉีดกระตุ้น คือ ช่วยทำให้ร่างกายให้สามารถจดจำเซลล์มะเร็งและสามารถทำลายโปรตีนที่มีความเกี่ยวข้องกับเซลล์มะเร็งได้ ปัจจุบันมีการนำมาใช้เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น/อาการไม่พึงประสงค์

แม้การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจะมีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์น้อย แต่ก็ยังอาจพบได้ เช่น

  • มีไข้ ท้องเสีย
  • คลื่นไส้
  • ปวดหัว 

ซึ่งผลข้างเคียงดังกล่าวจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับหลังจากการรักษาครั้งแรกแต่ก็อาจมีบางรายมีผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งจะต้องสังเกตอาการเพื่อเฝ้าระวัง [REF1] อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ประกอบการเลือกแนวทางการรักษาดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งอย่างใกล้ชิดต่อไป
 

การเตรียมพร้อมสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

เมื่อต้องเข้ารับการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด การเตรียมพร้อมต้องเริ่มตั้งแต่ความพร้อมทางร่างกาย เพื่อสังเกตผลข้างเคียงยาภูมิคุ้มกันบำบัด และความพร้อมค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการรักษา เพราะสิ่งสำคัญก็คือการรักษาอย่างต่อเนื่อง

การเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด

ก่อนเริ่มภูมิคุ้มกันบำบัด ผู้ป่วยควรบอกแพทย์เกี่ยวกับประวัติการรักษาทั้งหมดที่เคยรักษามา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณ :
มีโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (Autoimmune diseases)

  • เคยการปลูกถ่ายอวัยวะหรือสเต็มเซลล์
  • มีปัญหาการหายใจ
  • มีปัญหาโรคตับ
  • กำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์
  • กำลังให้นมลูกหรือวางแผนที่จะเริ่มให้นมลูก
  • กําลังรักษาอาการติดเชื้อใดๆ อยู่

ตัวอย่างการประเมินอาการเบื้องต้นที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณ : [REF 4]

  • บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ลมพิษ
  • หน้ามืด เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจลําบาก
  • ผื่นแดง ตุ่มพอง ผิวหนังหลุดลอก มีจ้ำตามผิวหนัง หรือเลือดออกผิดปกติ
  • ตัวเหลืองตาเหลือง คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง เจ็บชายโครงขวา เซื่องซึม ปัสสาวะสีชา เลือดออกง่ายกว่าปกติ หิวน้อยลง
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย ถ่ายปนเลือด อุจจาระมีสีดําหรือเหนียว ปวดท้องรุนแรง
  • ปวดหัวแบบผิดปกติ เหนื่อยล้า น้ำหนักตัวผิดปกติ หน้ามืดหรือเป็นลม หิวบ่อย หรือหิวน้ำบ่อยกว่าปกติ ผมร่วง 
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงรุนแรง ชาหรือเสียวที่ปลายมือปลายเท้า มีไข ้สับสนมึนงง อารมณ์ แปรปรวน
     

เตรียมพร้อมเรื่องลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา

การรับมือกับโรคที่มีความซับซ้อน อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด แน่นอนว่าการวินิจฉัยและการรักษาย่อมซับซ้อนตามไปด้วย รวมทั้งอาจต้องใช้หลากหลายแนวทางการรักษาควบคู่กัน ทั้งผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งแต่ละวิธีก็ย่อมมีค่ารักษา ค่าใช้จ่ายเพื่อค่าแพทย์เฉพาะทางและเครื่องมือพิเศษเฉพาะทางซึ่งเป็นเงินไม่น้อยเลยทีเดียว 

การเตรียมพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็ง ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด- Immunotherapy ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแนวทางการรักษาอย่างต่อเนื่อง โรช ไทยแลนด์ ผู้นำระดับโลกด้านการดูแลสุขภาพและการรักษามะเร็ง ตระหนักถึงความสำคัญของโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง และพร้อมยืนเคียงข้างผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อเแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย จึงจัดตั้งโครงการ Roche Patient Support Solutions (RPSS) พร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพื่อเสริมสภาพคล่องในการชำระค่าผลิตภัณฑ์รักษาโรคมะเร็ง และฮีโมฟีเลียและโปรแกรมแบ่งชำระค่าผลิตภัณฑ์รักษาโรคมะเร็ง นำร่องโดย บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด  (KTC) เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลและผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ตอบโจทย์และตรงจุด ได้อย่างทันท่วงที เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
 

เตรียมพร้อมเรื่องการเข้าโครงการช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย

อย่างที่กล่าวไปว่าการรักษาโรคมะเร็งและโรคหายากอย่าง ฮีโมฟีเลีย มีความซับซ้อน ต้องอาศับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา และผู้ป่วยต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการช่วยเหลือในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจช่วยคลายความกังวลให้ผู้ป่วยและผู้ดูแล ขณะต้องต่อสู้กับโรคร้ายได้

โครงการ RPAP (Roche Patient Assistance Program) ของ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด สำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งโครงการ RPAP มีจุดประสงค์เพื่อมอบความช่วยเหลือด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และฮีโมฟีเลีย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีใีความจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์โรชตามดุลยพินิจของแพทย์ 

หากประสงค์เข้าร่วมโครงการ RPAP สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ www.rpapthailand.com หรือติดต่อเบอร์โทรศัพท์ 02-161-4948 เพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ RPAP